ผมคิดมาสักพักว่าจะตอบคำถามที่แขกคนหนึ่งที่แวะเวียนมาเลือกซื้อหนังสือถามว่า "อาจารย์เมอ่านหนังสือเซิร์ฟไหน" อย่างไรดี ตอนนั้นผมตอบไปว่าก็อ่านจากหนังสือที่อยู่ในหมวด Literature ที่ร้านคิโนะฯ คำตอบนี้ก็จริงส่วนหนึ่ง เพราะหนังสือของ Turn ก็เป็นหนังสือที่หาได้จากหมวดวรรณกรรมในร้านหนังสือภาษาอังกฤษ หลายเล่มก็เป็นหนังสือที่ผมเองซื้อมาจากคิโนะฯ แล้วนำมาขายต่อ เหตุผลที่เปิดสเปซเพื่อการอ่านก็เพราะมีหนังสือเยอะเกินไปจนไม่มีที่เก็บ หนังสือที่มีอยู่เดิมก่อนจะเปิดร้านนับแล้วก็ได้แปดร้อยกว่าเล่ม การมีพื้นที่เพื่อการอ่านและการพาณิชย์ก็ทำให้กระดาษติดขอบกาวพวกนี้ดูมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง ดังนั้นคำตอบของ "อ่านหนังสือเซิร์ฟไหน" ก็คงเป็นคำตอบเดียวกันกับใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกหนังสือเข้าร้าน
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือ เลือกเฉพาะหนังสือที่ตัวเองอยากอ่าน ส่วนหนึ่งเพราะการที่เลือกหนังสือที่ไม่อยากอ่านมันทำให้การซื้อขายหรือการแนะนำไม่สนุก คุยอะไรต่อไม่ได้ หนังสือกลายเป็นสินค้าอีกชิ้นหนึ่งที่ถูกซื้อมาแล้วขายออกไปเพื่อทำกำไร หนังสือในกลุ่มนี้ไม่ใช่ว่าผมไม่มีเลยนะครับ มีอยู่ค่อนข้างเยอะ พวกเขาจะอยู่ในหมวดหนังสือสอบสวนและนิยายอิงประวัติศาสตร์ หนังสือในหมวดนี้แทบจะขายไม่ออกเลย เหตุผลหลักคือตัวผมเองนี่แหละที่ไม่สามารถแนะนำอะไรเกี่ยวกับพวกเขาได้ นอกจากว่าหนังสือพวกนี้ขายดี มีคนรีวิวว่าดี หรือเล่มนี้เล่มนั้นถูกดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ ในทางกลับกัน หนังสือที่ผมอยากอ่านผมสามารถเล่าได้เป็นฉากว่าผมเลือกอย่างไร ทำไมถึงสนใจ อ่านไปแล้วรู้สึกอะไร บางเล่มถึงขึ้นแนะนำไม่ให้แขกซื้อไปเพราะ "อ่านจบแล้ว ทรมานมาก ตัวหนังสือเล็กเกิน"
หนังสือที่ผมอยากอ่านและมีให้อ่านที่ Turn : Books มีลักษณะประมาณนี้ครับ
วรรณกรรมและหนังสือทฤษฎีมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์
ผมรักหนังสือที่เป็นวรรณกรรมเป็นพิเศษ ทีนี้คำถามต่อมาคือแล้วหนังสือที่เป็น "วรรณกรรม" นี่คืออะไร ผมใช้เกณฑ์อะไรตัดสินว่าอะไรเป็นวรรณกรรมหรือไม่เป็นวรรณกรรม ทั้งที่หลักสูตรที่ผมสังกัดก็ขยายขอบเขตของคำว่าวรรณกรรมไปไกลถึงการสื่อและวัตถุต่าง ๆ เป็นตัวบทวรรณกรรมเช่นกัน กรอบในการคัดเลือกวรรณกรรมเข้าร้านผมใช้เกณฑ์เลือกดังนี้ครับ
1. สำนักพิมพ์ : ผมชอบเสาะหาหนังสือจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็กและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมาอ่าน การเลือกหนังสือโดยอิงจากสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก ทำให้ผมไปเจองานที่น่าสนใจจากสำนักพิมพ์ Upswell Publishing ของประเทศออสเตรเลีย ที่เอาผลงานของบัณฑิตปริญญาเอกมาตีพิมพ์ทั้งในรูปแบบ non-fiction ทฤษฎี และวรรณกรรม การได้อ่านงานจากอีกทวีปหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคย (เอาจริง ๆ นอกจากอเมริกาและไทยแล้ว ประเทศอื่นก็เหมือนโลกต่างดาวสำหรับผม) เป็นการเปิดหูเปิดตาว่าที่อื่นก็มีศักยภาพในการทำงานสร้างสรรค์ได้เทียบเท่าศูนย์กลางทางวัฒนธรรมอย่างอเมริกา งานจาก Upswell มีจริตการประพันธ์ที่ผมชอบ ซึ่งก็คือพยายามสร้างรูปแบบการประพันธ์ที่แปลกใหม่ อย่างเช่นหนังสือรวมกวีนิพนธ์เรื่อง Fat Chance โดยเคนท์ แมคคาเทอร์ (Kent MacCarter) ที่นิยามสไตล์การประพันธ์ของเขาว่าเป็น “บทกวีวารสาร“ (Journalism Poems) บทกวีที่แมคคาเทอร์เขียนจะมีเนื้อหาเหมือนข่าวหนังสือพิมพ์ ที่ถูกจัดเรียงให้มีจังหวะและช่องว่างระหว่างบรรทัดเหมือนกับบทกวีนิพนธ์ที่นักวรรณกรรมคุ้นเคย เนื้อหาที่อยู่ในบทกวีก็คือข่าวที่เขาเคยรายงานเอาไว้ มันเป็นเรื่องง่ายที่จะตราหน้าว่าแมคคาเทอร์แค่ ”เอาข่าวไปจัดเลย์เอาต์แบบกวีนิพนธ์“ สำหรับผมแล้ว ความรู้สึกตอนอ่านแตกต่างไปจากการอ่านข่าวปกติอย่างชัดเจน มันหดหู่และโศกเศร้ากว่า อาจจะเพราะตัวผมมีความลำเอียงต่อเฟรมความเป็นกวีนิพนธ์ที่แมคคาเทอร์เลือกใช้ แถมมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากบทกวีนิพนธ์อเมริกันที่ผมครอบครอง ทั้งนี้ ผมรู้ดีว่ามันมีความเป็นไปได้หนังสือจากสำนักพิมพ์นี้จะขายไมได้หรือไม่มีแขกเปิดอ่านเลยแม้แต่เล่มเดียว ถึงกระนั้นก็ตาม หนังสือเหล่านี้ก็รอผมเปิดอ่าน หรือใช้เป็นตัวอย่างตัวอย่างงานสร้างสรรค์ให้แก่นักศึกษาได้
2. บทวิจารณ์ (review) : ผมรู้ดีว่ารสนิยมทางวรรณกรรมของตัวเองค่อนข้างจะ traditional ในแง่ที่ว่าผมยังเชื่อใน ”สถาบัน“ ทางวรรณกรรมอยู่ ผมเลือกหนังสือที่มีบทวิจารณ์ในสื่อที่มีชื่อด้านการวิจารณ์หนังสืออย่าง The Guardian, New York Times, Los Angeles Review of Books หรือมีวางขายใน Times Literary Supplement กับตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือที่ได้เข้า Short List รางวัลนั้นรางวัลนี้ เหตุผลเพราะผมเลือกหนังสือที่สถาบันกลั่นกรองก็เพราะผมไม่มีแรงที่จะตามอ่านหรือคัดกรองความเห็นของผู้อ่านในเว็บไซต์อย่าง Goodreads ข้อมูลที่เยอะเกินไปทำให้การตัดสินใจซื้อกับเลือกอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งยากขึ้น สถาบันทางวรรณกรรมลดภาระในการตัดสินใจของผมในฐานะผู้อ่านไปได้มากพอสมควร ผมไม่ได้กำลังบอกว่าผมดูถูกความเห็นของนักอ่านใน Goodreads นะครับ ผมแค่บอกว่าการพิมพ์ [ชื่อหนังสือ] review แล้วไม่พบผลลัพธ์ที่เป็นสถาบันทางวรรณกรรมเลย มันทำให้ผมตัดสินใจคัดเลือกหนังสือได้เร็วกว่าการไล่อ่านความเห็น
figure class="my-12">
3. หนังสือทฤษฎี (theories) กับทิศทางการวิจัย: หนังสือวิชาการคือหนังสือที่ทำกำไรได้ดีที่สุด หนังสือทฤษฎีที่ขายออกไปแล้วเป็นหนังสือที่ผมใช้ในงานของผมเอง เป็นหนังสือที่ผมมีความสนใจทางวิชาการ หรือเป็นหนังสือที่ผมคาดว่าจะเอามาใช้ในงานวิจัยอนาคต สิ่งที่ผมค้นพบคือผมสนุกที่จะเรียนรู้ประเด็นทางมนุษยศาสตร์ใหม่ ๆ ก็เพราะผมอยากรู้ว่าหนังสือแบบไหนจะขายได้ ถ้าหนังสือที่คัดมาขายได้ดี นั่นแปลว่าประเด็นทางวิชาการนั้นยังอยู่ในความสนใจของชุมชนวิชาการไทย การขายหนังสือทฤษฎีเพื่อมุ่งทำกำไรจึงกลายเป็นกระบวนการสำรวจความสนใจทางวิชาการไปโดยปริยาย
หนังสือปกสวย
ผมมักคิดว่าตัวเองเป็นกราฟิกดีไซเนอร์สมัครเล่น เพราะผมขาดทักษะทางศิลปะ ผมไม่สามารถวาดรูปได้ ขนาดจับปากกาเขียนหนังสือยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จับพู่กันหรือดินสอมาระบายสีร่างภาพนี่ไม่ต้องพูดถึง เสียเวลาที่จะเรียนรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่เคยเรียนทฤษฎีการออกแบบใด ๆ ในห้องเรียน ผมหาความรู้ด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือและดูยูทูบ เอาความรู้ตรงนั้นมาลองออกแบบดู เว็บไซต์ที่ทุกท่านอ่านบทความนี้อยู่ก็เป็นผลผลิตของการออกแบบตามใจนึกของผม ถ้าผมจะมีทักษะอะไรสักอย่างที่พอจะเอามาอวดได้บ้างก็คงเป็นทักษะด้านการจัดวางองค์ประกอบให้มันดูสวย ทักษะตรงนี้ผมได้มาจากการเป็นคนชอบดูปกหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ผมว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ไม่น้อยที่นักออกแบบเอาองค์ประกอบมาจัดเรียงในหน้าปกสี่เหลี่ยมให้ผู้อ่านเกิดความอยากครอบครองหนังสือ การพินิจปกหนังสืออย่างบ้าคลั่งตลอดชีวิตได้สร้างผู้บริโภคที่ซื้อหนังสือเพราะปกสวยคนหนึ่งขึ้นมา ปกหนังสือที่ผมชอบคือปกหนังสือที่จัดวางองค์ประกอบได้อย่างสมดุลและมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ ผมโชคดีมากที่ผมคิดว่าผมได้หนังสือที่ตอบโจทย์นี้มาในครอบครอง หนังสือสองเล่มที่ผมรักในเชิงกราฟิกดีไซน์คือหนังสือเรื่อง The Shining และ Salem's Lot ของสตีเฟน คิง (Stephen King) ผมรักถึงขนาดต้องเอาเค้าเข้ากรอบแล้ววางโชว์ไว้ The Shining โดดเด่นเพราะหน้าปกใช้สีเงินเลียนแบบกระจกเงา มีใบหน้าที่ไร้อวัยวะอยู่ด้านบน เพื่อสะท้อน “ใบหน้า” ใบหน้าของผู้อ่านบนหน้าปก เรียกได้ว่าปกหนังสือปกนี้แทบจะเป็น interactive media ชิ้นหนึ่งเลย ส่วน Salem's Lot โดดเด่นด้วยปกสีดำด้าน มีรูปใบหน้าผู้หญิงพิมพ์นูนขึ้นมา ริมฝีปากของเธอมีหยดเลือดย้อยลงมา การจัดวางที่สื่อให้เห็นถึงความชั่วร้ายตั้งแต่สัมผัสหน้าปกครั้งแรก ทำให้ปกปกนี้เป็นงานออกแบบมินิมอลลิสต์ที่สมบูรณ์แบบชิ้นหนึ่งที่ผมมีในครอบครอง
ยิ่งไปกว่านั้น ผมไม่เคยอ่านนิยายหรือชมภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากนิยายทั้งสองเรื่อง (ใช่แล้วครับ ผมไม่เคยดู The Shining ของ Kubrick) และผมก็ไม่อยากจะเสพเรื่องราวด้วย เพราะผมกลัวมันจะทำลายการตีความปกหนังสือของตัวเอง
ผมเก็บหนังสือที่ตีพิมพ์ช่วง 60-70s ไว้จำนวนหนึ่งเพราะปกสวย หนังสือพวกนี้เก่าจนไม่น่าขายได้ จะให้แขกอ่านสภาพก็เยินเกินไป บางเล่มมีรอยขาดวิ่นเหมือนหนูแทะอย่าง Blind Date ของ เจอร์ซี โคซินสกี (Jerzy Kosinski) ที่ปกหลังอ่านไม่รู้เรื่อง ผมเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้เพราะผมมองว่าปกหนังสือมีองค์ประกอบทางการออกแบบเหมือนโปสเตอร์หนัง ที่ใช้พื้นที่ว่างเพื่อขับเน้นให้องค์ประกอบหลักโดดเด่นขึ้นมาอย่างเรียบง่าย ปกหนังสือเหล่านี้มีสถานะเป็นคลังแห่งแรงบันดาลใจในเวลาที่รู้สึกตันเวลาทำงานออกแบบ การเอาพวกเขามานั่งจับนั่งดูเล่น ๆ มันได้ผลเร็วกว่าการเปิดหาตัวอย่างจากอินเทอร์เน็ตหลายเท่าตัว
หนังสือที่มีพลังบางอย่าง (ที่อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด)
มันจะมีหนังสือบางประเภทที่ผมรู้ทันทีว่านี่คือหนังสือที่พิเศษ พวกมันส่งพลังงานบางอย่างกวักมือเรียกให้เปิดอ่านตั้งแต่เห็นหน้าปก อยากอ่านชนิดที่ว่าไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีใครวิจารณ์อะไรไว้ ถ้าจะอธิบายด้วยคำพูดก็อาจบอกได้ว่าหนังสือเหล่านี้คือหนังสือหายาก (rare books) ที่จัดพิมพ์ในจำนวนน้อย หรืออ่านกันเฉพาะในบางกลุ่ม หนังสือกลุ่มนี้คือหนังสือที่ผมหวงที่สุดเพราะมันคือวัตถุที่มีความพิเศษ ทั้งในเชิงมูลค่าราคา (หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว) และในเชิงมูลค่าทางจิตวิญญาณ (พวกเขาเลือกผมเป็นผู้อ่าน) หนังสือที่กวักมือเรียกผมอย่างลึกลับ ที่ผมพึ่งได้มาและนั่งอ่านด้วยความพิศวง คือ หนังสือเรื่อง And Kyroot Said : Contemporary Work Commentaries (By The Author of Dialogues of Gurdjieff) โดย แจน (Jan) ออร่าของหนังสือดึงดูดผมตั้งแต่หน้าปกและชื่อเรื่องที่อ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่อง (ไครูทคือใคร เกิร์ดเจฟเกี่ยวอะไร มันมีมากกว่าหนึ่งเล่มหรือ ทำไมไม่มีชื่อคนเขียนบนหน้าปก แต่ดันมีคำโปรยว่า “โดยผู้เขียน…”) ผมมั่นใจถึงขั้นว่าหนังสือเล่มนี้ต้องมีลายเซ็นนักเขียนแน่นอน เพราะใครก็ตามที่เขียนเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นที่รู้จัก และคงตีพิมพ์เพียงแค่ครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นเมื่อผมเปิดไปเจอลายเซ็นของ “แจน” ไซส์มหึมาที่บันทึกไว้ในปี 1981 ปีเดียวกันกับปีตีพิมพ์ พร้อมคำอุทิศถึงผู้อ่านว่า “แด่ผู้ที่มองเห็น” (For Those Who Would See) หัวใจผมเต้นแรงขึ้นในทันที นี่คงเป็นความรู้สึกของตัวละครในเรื่องสั้นของบอร์เกซ (Jorge Luis Borges) หรือตัวละครในนวนิยายของพินชอน (Thomas Pynchon) ถ้าพูดให้ร่วมสมัยหน่อยก็อาจเป็นสมาชิกสมาคมโลกแบน (Flat Earth Society) ที่ค้นพบตัวบทลึกลับ (esoteric text) ที่พวกเขาเชื่อว่าจะนำพาพวกเขาไปสู่องค์ความรู้ต้องห้าม เมื่อพลิกไปที่ปกหลังก็จะเจอรายละเอียดหนังสือเล่มอื่นที่แจนเขียนไว้ พร้อมกับสำนักพิมพ์ฌาน ชอล อิมิ (Chan Shal Imi Press) ที่ปิดกิจการไปแล้ว ผมแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ขึ้นทะเบียน ISBN ผมนึกว่ามันจะเป็นที่ตีพิมพ์แจกจ่ายกันเฉพาะ
ขุมพลังลึกลับของหนังสือเข้มข้นขึ้นเมื่อได้อ่านเนื้อหาและพินิจการจัดเลย์เอาต์ ไครูทคือผู้เล่าในเรื่อง หนังสือทั้งเล่มคือบทวิพากษ์ของผู้เล่าคนนี้ต่อ “งาน” (Work) หรือสภาวะความมืดบอดต่อความเป็นจริงที่แท้ หรือพูดอีกแง่ก็คือหนังสือเล่มเป็นวอลเดน (Walden) ของทอโร (Henry David Thoreau) ถ้าทอโรเชื่อว่าตัวเขาคือสมมติเทพ คนล้นความธรรมดา ที่มองเห็นว่าพลังงานจิตของเขาถูกกังขังไว้ด้วยเงื่อนไขของการดำรงชีวิตในสังคมอเมริกัน
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างสนุกสนาน เพราะลึก ๆ แล้วผมเชื่อว่ามันคือความเชื่อที่มาจากใจของผู้เขียน เขา/เธอไม่ได้กลั่นกรองมันผ่านกรอบความคิดที่ตกผลึกทางวิชาการ ถ้าจะมีบ้างก็คงเป็นอุดมการณ์แบบเสรีนิยมแบบฮิปปีและความเป็นปัจเจกบุคคลนิยมอย่างสุดขั้วอันเป็นรากฐานความเป็นตัวตนของชาวอเมริกันในยุคหลังสงครามเย็น มันเป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมปิดสมองด้านวิชาการอ่านมันด้วยใจได้ เพราะมันยังไม่ได้เสนอตัวว่าจะแก้ปัญหาที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ทำได้เต็มที่ก็แค่ชักชวนให้ผู้อ่านปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการทางจิตวิญญาณที่เราอาจมีหรือไม่มีก็ได้ตามความเชื่อของปัจเจกบุคคล
And Kyroot Said : Contemporary Work Commentaries (By The Author of Dialogues of Gurdjieff) คือหนังสือในอุดมคติสำหรับผม มันดูลึกลับ สืบค้นไม่ได้ ตัดขาดออกจากบริบทปัจจุบันของผู้อ่าน ที่สำคัญคือออกแบบได้น่าอ่านเป็นอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นหนังสือปกแข็ง ปกกระดาษแทบไม่มีรอยขาด สันกาวอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หน้ากระดาษเรียบ ตัวพิมพ์ชัด มีคราบเหลืองที่บ่งบอกกาลเวลาแต้มอยู่เล็กน้อย เหมือนมันวาร์ปข้ามเวลามาอยู่ในมือ นับเป็นศิลปวัตถุ (artifact) ที่น่าสนใจจนอยากบอกต่อ การที่ผมเขียนได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ก็คงเป็นเครื่องยืนยันว่ามันคงมีพลังบางอย่างต่อตัวผม
ปัญหาของหนังสือที่มีพลังบางอย่างคือมันเป็นสินค้าที่ขายไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะมันตั้งราคาลำบาก ตั้งประมูลไปก็คงมีราคา หนังสือที่มีพลังงานบางอย่างจึงเป็น “หนังสือที่รอการอ่าน” ไปในเวลาเดียวกัน ถ้าสเปซของผมจะมีจุดขายอะไรก็คงเป็นการที่มันมีหนังสือที่มีพลังงานบางอย่างเก็บไว้รอผู้อ่าน ที่อาจปรากฏตัวขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง